กราฟแท่งเทียน
รูปแบบ technical analysis ที่นิยมมากน่าจะเป็นการใช้กราฟแท่งทียนเป็นหลัก เพราะกราฟแท่งเทียนเปิดเผยข้อมูลหลายๆ ส่วนสำหรับเทรดเดอร์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์เช่น Meta-trader 4 มี 3 รูปแบบกราฟคือ Bar charts, Line charts, และ candlesticks หรือกราฟแท่งเทียน
ส่วนประกอบสำคัญของกราฟแท่งเทียน คือต้องเข้าใจแท่งเทียนก่อน ประกอบด้วย 4 ส่วนหลักๆ คือ ราคาเปิด (open) ราคาสูง (high) ราคาต่ำ (low) และราคาปิด (close) และเมื่อแท่งเทียนจบการจะบอกว่าช่วงนั้นกราฟแท่งเทียนบอกว่าขึ้นหรือลง เมื่อมองแท่งเทียนแต่ละแท่งก็ให้ดูราคาปิดเทียบกับราคาเปิดเป็นหลักเช่น ถ้าราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด บอกว่าช่วงเวลานั้น (ช่วงเวลาของแท่งเทียน) ฝ่าย sellers สามารถเอาชนะฝ่าย buyers ได้ก็เรียกว่าเป็น Bearish Candlestick หรือแท่งเทียนขาลง หรือถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด ก็บอกว่าฝ่าย buyers เป็นฝ่ายเอาชนะ หรือเรียกเป็น Bullish Candlestick หรือแท่งเทียนขาขึ้น
การมองกราฟแท่งเทียน ต้องเป็นการมองแท่งเทียนต่อเนื่องกัน ดังนั้นเมื่อแท่งเทียนเกิดขึ้นหรือจบเวลาของแท่งเทียน ก็จะมีเรื่องของขนาดแท่งเทียนเข้ามาประกอบ โดยเรื่องขนาดก็จะใช้มองเพื่อเปรียบเทียบกับแท่งเทียนที่เกิดขึ้นก่อนๆ เป็นหลัก และในส่วนของขนาด ต้องมองเรื่องของ Body ที่บอกระยะห่างราคาเปิดและราคาปิดและ wick หรือส่วนที่เป็นหางที่บอกระยะห่างจากส่วนของ Body ถ้าระยะห่างไปทางด้าน high ก็เรื่อง upper wick และระยะห่างจากส่วน body ด้านล่างลงไปหา Low ก็เรียก lower wick
ความต่อเนื่องของแท่งเทียนให้เกิดกราฟแท่งเทียนขึ้นมา ราคา open, high, low และ close ทำให้เกิดแท่งเทียนพร้อมขนาด แต่ละช่วงเวลาที่กำหนด แต่ละแท่งเทียนประกอบด้วยส่วนที่เป็น Body หรือเรียก Real Body และส่วนที่เป็น Wicks ดังนั้นการมองส่วนของ Body และ Wick ต้องดูเรื่องขนาดประกอบด้วยเช่น ขนาดของ Body หรือขนาดของ Upper wick หรือ lower wick ว่ายาวขนาดไหนเทียบกับส่วนของ Body
ขนาดของแท่งเทียนพร้อมทั้งขนาดของ Body และ Wick มีผลต่อการมองกราฟแท่งเทียนหมด เพราะกราฟแท่งเทียนบอกความต่อเนื่องของแต่ละแท่งเทียน แต่ละแท่งเทียนบอกถึงการเทรดที่เกิดขึ้นแล้วหรือ trading transactions ว่ามีการเทรดตรงไหน บอกถึงผลการเทรดตอนจบแท่งเทียนว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายชนะ หรือสร้างความกดดันเข้ามาเมื่อมองต่อเนื่องกันตามรูปแบบของกราฟแท่งเทียน ดูแท่งแท่งเทียนเลข 2 มีผลต่อการมองกราฟแท่งเทียนอย่างไร ขนาดของแท่งเทียนเท่ากับหลายแท่งเทียนก่อนนี้รวมกัน ตามภาพบอกว่า แท่งเทียนนนี้สามารถเอาชนะพื้นที่ของแท่งเทียนที่มีการเทรดก่อนนี้หมด ส่วนของ Body บอกแรงเทรดว่าฝ่าย Buyers ชนะเพราะราคาปิดสามารถปิดสูงกว่าราคาเปิดได้ และระยะห่างจากราคาเปิดและราคาปิดมาก ทำให้เกิดส่วนของ Body ยาวมาก สะท้อนว่ามีแต่ buy market orders เข้ามาต่อเนื่อง ส่วนด้านล่างหรือ lower wick แทบไม่มีเลย บอกว่าพอเปิดแท่งเทียนมามีแต่เปิด Buy เป็นหลัก บอกแรงต่อเนื่องของการอยากเข้าเทรดต่อจาก 2 แท่งเทียนก่อนนี้ ส่วนของ upper wick หรือหางแท่งเทียนด้านบนมี แต่เทียบกับสัดส่วนของ Body น้อย เมื่อขนาดแท่งเทียน ขนาด Body และราคาปิดไปทางเดียว ที่มีส่วนของ wick หรือหางทางที่ปิดน้อยบอกถึง Momentum ในการเทรดเกิดขึ้นกับแท่งเทียนนั้น
อีกอย่างสำหรับการอ่านกราฟแท่งเทียน นอกจากแท่งเทียนต่อเนื่องกันที่ทำให้เกิดเป็นการนำเสนอกราฟแท่งเทียนแล้ว ต้องอ่าน market sentiment เป็น ว่าต่อเนื่องกันอย่างไรจากแท่งทียนที่เกิดขึ้น แท่งเทียนที่เลข 2 บอกถึง Bullish sentiment เปิดเผยว่า Buyers เป็นฝ่ายเอาชนะ ต้องมองไปที่ต้นตอของแท่งเทียน ว่าที่เอาชนะมีพื้นที่เอาชนะหรือเปล่า เอาชนะพื้นที่ที่มี sellers ตรงไหนมากสุด
การมองกราฟแท่งเทียน จำเป็นต้องรู้ว่าแท่งเทียนเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะต้องมองตรรกะที่อยู่เบื้องหลังของแท่งเทียนที่บอกว่ามีการเข้าเทรดหรือ momentum แท่งเทียนให้เป็นแท่งเทียนบอกถึง trading transactions ที่เกิดขึ้นมี open positions ที่เปิดตรงนั้นๆ ถ้ายังไม่ได้ปิด ถ้าเป็นพื้นที่แท่งเทียนทับกันหรือ overlapping กัน ส่วนมากราคาก็จะทำ consolidation อยู่ในกรอบเดียวกัน ระยะห่าง high และ low ไม่มาก อย่างแท่งเทียน เลข 2 เกิดขึ้น ราคาได้เบรคพื้นที่ขึ้นไป ทำให้เทรดเดอร์ที่เปิด sell ในกรอบนั้นหรือที่ถือ short positions ติดลบทันที ต้องไม่ลืมว่า positions จะออกจากตลาดได้ต้องมาจากการปิดออกเอง หรือเมื่อราคาแตะ take profit หรือ stop loss ถ้ายังไม่ออก positions ก็ยังอยู่ในตลาด แท่งเทียนเลข 3 เห็นชัดเจนว่า พอราคาลงมาขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดแท่งเทียน Pin Bar นี้เกิดขึ้นดังนี้ ก็จะอิงจุดหรือพื้นที่ราคาเบรคขึ้นในแท่งเทียนเลข 2 เป็นหลัก แท่งเทียนเลข 2 เกิดขึ้นทำให้เทรดเดอร์ที่ถือ short positions ที่เปิด sell ตอนราคาทำ consolidation กลายเป็น trapped traders ทันที และการเบรคยังส่งข้อมูลไปยังเทรดเดอร์ที่รอเข้าเทรดตามเทรนด้วย เทรดเดอร์พวกนี้ก็จะรอเข้าเทรดที่แท่งเทียนที่กลับมาตรงที่ราคาเบรค ก็จะดู price action ที่เกิดขึ้นกับแท่งเทียนประกอบ
การอ่านกราฟแท่งเทียน ต้องอ่านความต่อเนื่องของแท่งเทียนหรือปริบท ต้องดูเป็น ดูผลหลังจากที่เกิดแท่งเทียน Pin Bar ที่เลข 3 เพราะการเข้าเทรดของเทรดเดอร์ที่รอเข้าเทรดตอนราคาย่อตัวลงไป ราคา rejection ตรงที่ราคาเบรคด้วยแท่งเทียน momentum พอดี และเทรดเดอร์ที่กลายเป็น trapped traders ตอนที่แท่งเทียน momentum เกิด ราคาไม่ลงไปต่อ เกิดแท่งเทียน Pin Bar บอกถึง trading pressure จากทางด้าน Buy เข้ามาก็เลยหันมาออกกันเป็นหลัก จะเห็นชัดว่าหลังแท่งเทียน Pin Bar ราคาขึ้นเป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อราคาเบรคพื้นที่ High ของแท่งเทียน Momentum หรือที่ตีเป็นกรอบสีเขียนไว้
ตัวอย่างการอ่านกราฟแท่งเทียน เริ่มตรงแท่งเทียนที่บอกว่า เริ่มที่แท่งเทียนนี้ (A) สิ่งแรกเมื่อท่านเปิดกราฟแท่งเทียนขึ้นมาสำหรับเทรดชาร์ตเปล่า ให้ท่านหาแท่งเทียนที่บอก momentum ก็จะเป็นแท่งเทียนที่มีขนาดยาว เมื่อเทียบกับแท่งเทียนก่อนๆ ครอบคลุมพื้นที่หลายแท่งเทียนก่อนๆ ได้มากยิ่งดี ท่านต้องดูส่วนของ Body ว่าต้องยาว และมีหางทางที่ราคาปิดน้อยหรือไม่มียิ่งดี แท่งเทียนยาวๆ บอกถึงการเข้าการเทรดหรือ market orders ที่เข้ามามีแต่ทางนั้น บอกว่าต้องมีส่วนรวมการเทรดครั้งนี้จากขาใหญ่แน่นอน เพราะขาใหญ่เทรดด้วยจำนวนวอลลูมที่เยอะมากพอที่จะดันราคาไปทางที่พวกเขาต้องการได้ แท่งเทียนตรงที่เป็นจุด A ไม่แรง แต่อย่างที่อธิบายมาการอ่านกราฟแท่งเทียนสำคัญต้องอ่านปริบทหรือความต่อเนื่องแท่งเทียนเป็น
ปริบทบอกความต่อเนื่องของกราฟแท่งเทียน เริ่มที่ A ก็มองปริบทที่ใกล้สุดก่อนคือกรอบที่เลข 1 กรอบนี้เป็นผลจากที่ราคาได้ rejection พื้นที่กรอบเลข 2 แท่งเทียนยาวๆ ในกรอบเลข 1 บอกการเข้าเทรด sell market orders มองมาทางช้ายของแท่งเทียนนั้นจะเป็นว่ามีการเข้าเทรดตรงพื้นที่แท่งเทียนนี้คลุมตรงเส้นสีเขียว เทรดเดอร์ที่เปิด buy ไว้กลายเป็น trapped traders หมดทันที ราคามาถึงกรอบ 3 ราคาไม่สามารถเบรคได้ แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเกิด Momentum นี้ราคาทำ consolidation หลายแท่งเทียนต่อมาจนถึงที่จุดแท่งเทียน A แล้วท่านก็อ่านกราฟแท่งเทียนเพื่อดูปริบทตรงนี้ต่อว่าสัมพันธ์กับ Momentum ล่าสุดอย่างไร จะเห็นว่าพื้นที่เลข 3 พอราคามาถึงจะเห็นแท่งเทียนปิดต่ำกว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่ได้เลยแม้ว่าจะมาหลายรอบ และอีกอย่างพอราคากลับขึ้นจากพื้นที่นี้ราคาก็ไม่สามารถเบรค High ที่ดันราคาลงมาได้เลย กราฟแท่งเทียนบอกถึง trading transactions ที่เกิดขึ้นว่าอยู่ตรงไหน และบอกว่ามีการใช้ไปของ limit orders หรือ unfilled orders ที่พื้นที่นั้นๆ ด้วย เพราะการเทรดจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการ match-and-fill ของ sell และ buy ออเดอร์ที่ราคาเดียวกัน limit orders จะทำให้ราคาเมื่อวิ่งมาหยุดตรงนั้น เพราะ market orders ที่มาทางที่ราคาวิ่งมา match-and-fill กับ limit orders ที่รออยู่ จากออเดอร์ที่รอเข้าก็ได้เข้าเทรดกลายมาเป็น positions ดูกราฟแท่งเทียนหลังจากแท่งเทียน Momentum ที่กรอบ 1 หยุดราคาจริงแต่ไม่ขึ้นเพราะไม่มี buy market orders เข้ามาเพราะไม่มีเทรดเดอร์สนใจอยากเทรดแล้ว เพราะราคาลงมาหลายรอบแล้วพอขึ้นไปไม่สามารถเบรค high ได้ และเพราะไม่อยากเทรดสวน momentum ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของขาใหญ่ด้วย
หรือสำหรับเทรดเดอร์ที่เทรด chart patterns เมื่อมองกราฟแท่งเทียนที่เกิดขึ้นตอนนี้ ด้วยการใช้หลักการ swing high/low เข้าประกอบก็จะเห็นเป็นกำลังเกิด Head and Shoulders เทรดเดอร์พวกนี้ก็จะมีเงื่อนไขเปิดเทรดตรงจุดที่แท่งเทียนเบรคส่วนที่เป็น Neckline ตรงกรอบที่เลข 3 ส่วนมากก็จะกำหนดเป็น sell stop orders เข้าไป แล้วเทรดเดอร์ที่เปิด long positions ตอนที่ราคาลงมากรอบเลข 3 ก็จะหันมากำหนด stop loss ด้านล่าง Low สุดของกรอบเป็นหลัก ที่ต่ำกว่ากรอบเลข 3 ลงมาหน่อย พอราคาลงมาและแตะทั้ง sell stop orders ของที่รอเข้า Head and Shoulders และของ Breakout traders และยังแตะ stop loss ของ trapped traders ด้วยเลยทำให้ราคาลงง่าย
ทีมงาน : thaiforexbroker.com